กว่าจะถึงวันนี้ 10 กว่าปีที่รอคอย "พระบรมธาตุ สู่มรดกโลก" 28 มกราคม 2568 ครม. มีมติเห็นชอบให้นำเสนอเอกสารขอประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ฉบับสมบูรณ์ ของแหล่งวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราชไปยังคณะกรรมการยูเนสโก เป็นข่าวที่สร้างความสุขแก่พี่น้องชาวนครศรีธรรมราช และพี่น้องคนไทย หลังจากที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้นำเสนอเอกสารขอประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ฉบับสมบูรณ์ ของแหล่งวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช (วัดพระบรมธาตุ) ไปยังศูนย์มรดกโลก ซึ่งหากวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็จะเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแหล่งที่ 6 ของประเทศไทย และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในภาคใต้ ที่จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจและการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นและประเทศไทย เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการบรรจุรายชื่อในบัญชีชั่วคราว (Tentative List) ตั้งแต่ พ.ศ. 2556 โดยตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่คณะกรรมการมรดกโลก ได้ขึ้นบัญชีเบื้องต้น (Tentative List) ไว้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ระดมพลังความศรัทธา ความตั้งใจ กำลังกาย กำลังใจเพื่อให้การนำเสนอวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช (วัดพระบรมธาตุ) ขึ้นสู่มรดกโลก ประสบผลสำเร็จและเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยได้แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งในระดับพื้นที่ ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และต่างประเทศ มีการหารือกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม เพื่อจัดทำและปรับปรุงเอกสารการนำเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ปรับเปลี่ยนและเลือกเฟ้นคุณค่าโดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value หรือ OUV) ที่แสดงถึงคุณค่าความสำคัญในระดับโลกของวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ซึ่งได้มีการส่งร่างเอกสารไปขอรับการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและความครบถ้วนของเอกสารจากศูนย์มรดกโลก เมื่อเดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีคุณสมบัติสอดคล้องกับเกณฑ์ของมรดกโลกที่เลือกนำเสนอ จำนวน 2 ข้อ ดังนี้ เกณฑ์ข้อที่ 2 วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางศาสนา ความต่อเนื่องทางจิตวิญญาณ และองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนถึงอิทธิพลทางศาสนาและรูปแบบศิลปะ จากศาสนาฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ที่ได้รับการถ่ายทอดทั่วทั้งตอนใต้ของเอเชียภาคพื้นสมุทรมาเป็นเวลาประมาณ 1,500 ปี วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หลากหลายและทรงคุณค่าซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากแหล่งที่สำคัญในภูมิภาคนี้ เช่น ศิลปะปาละจากนาลันทา ศิลปะชวาภาคกลาง ศิลปะศรีลังกา และศิลปะมอญจากเมียนมาทางตอนใต้ จึงเป็นตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนทางศาสนาและสถาปัตยกรรมในมวลมนุษย์อย่างชัดเจน โดยรูปแบบสถาปัตยกรรม การปฏิบัติทางพุทธศาสนา และประเพณีที่ยังคงดำรงอยู่ของอารามแห่งนี้ ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ อีกด้วย และเกณฑ์ข้อที่ 6 วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นศูนย์กลางทางศาสนาของเมืองที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางของประเพณีที่ยังดำรงอยู่ด้วยระบบความเชื่อที่หลากหลาย ซึ่งได้ผสมผสานระหว่างความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิม ความเชื่อในศาสนาฮินดู และพุทธศาสนาในกาลต่อมา ดังเห็นได้จากการบูชา การทำบุญ และประเพณีประจำปี ลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของประเพณีที่ยังสืบทอดอยู่ในอารามแห่งนี้ เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ การแสดงโนรา การบูชาบรรพบุรุษ พิธีพราหมณ์ งานศิลปะเฉพาะถิ่น และงานประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กับชุมชนรายรอบอย่างชัดเจน อีกทั้งเป็นแนวทางให้กับอารามและชุมชนอื่น ๆ บนคาบสมุทรภาคใต้ของไทยและภูมิภาคอื่น ๆ ได้ปฏิบัติตามอีกด้วย ซึ่งหากวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแหล่งที่ 6 ของประเทศไทย และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในภาคใต้ ที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจและการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นและประเทศไทย รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลกด้วย นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การดำเนินหลังจากนี้ จะมีห้วงระยะเวลาในการดำเนินการต่างๆ ก่อนการพิจารณาของคณะกรรมการศูนย์มรดกโลก ประกอบด้วย ภายในวันที่ 31มกราคม 2568 รัฐบาลจะดำเนินการจัดส่งเอกสารขอประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ฉบับสมบูรณ์ถึงศูนย์มรดกโลก ,จากนั้นในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2568 ศูนย์มรดกโลกจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการประเมินซึ่งอาจมีการประสานจากศูนย์มรดกโลก เพื่อแจ้งการได้รับเอกสาร ความคืบหน้า หรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ,ในเดือนสิงหาคม 2568 เป็นต้นไปจะเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินที่ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ การประเมินศักยภาพของแหล่งในพื้นที่, การประเมินคุณค่าของแหล่งตามเอกสารที่นำเสนอ และการตอบข้อซักคำถาม ,จากนั้นในเดือนพฤษภาคม 2569 ศูนย์มรดกโลกจะรวบรวมความเห็นขององค์กรที่ปรึกษาฯ และจัดทำร่างมติผลการพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกแจ้งต่อรัฐภาคี และพิจารณาบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ และในประมาณเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการมรดกโลกจะได้พิจารณาตัดสินการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่ได้รับการบรรจุรายชื่อในบัญชีชั่วคราว (Tentative List) จำนวน 5 แหล่ง ประกอบด้วย วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ,กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด ,อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา ,พระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง และแหล่งที่ 5 สงขลา และชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา และจากข้อมูลประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกวัฒนธรรมที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก (World Heritage Sites) จำนวน 5 ประกอบด้วย นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ,เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร ,แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ,เมืองโบราณศรีเทพและโบราณสถานสมัยทวารวดีที่เกี่ยวข้อง และภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมา ///////////// อุไรวรรณ/ข่าว/ภาพ จิรวัฒน์/ภาพ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช 29 มกราคม 256